เคลมประกันหาดใหญ่หมื่นล้าน พื้นที่เสี่ยงท่วมซ้ำ-เบี้ยขยับ 20%

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
ประกันเร่งเดินหน้าเคลียร์จ่ายสินไหมน้ำท่วมหาดใหญ่ วงการประเมินเคลมพุ่งหมื่นล้าน เขตเศรษฐกิจวิกฤต รถยนต์จมน้ำหลายพันคัน บ้านพักอาศัย-ศูนย์กระจายสินค้า และโรงงานขนาดเล็ก นายกฯสั่งเน้นเคลมง่าย-เร็ว ประเมินรถยนต์ส่วนใหญ่จ่ายคืนทุนประกันแบบ total loss จับตาบริษัทประกันภัยต่อ ปรับขึ้นเบี้ยน้ำท่วมเฉลี่ย 20% เผยพื้นที่โซนสีแดงเสี่ยงสูงอาจถูกปฏิเสธรับประกัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า เรื่องประกันรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมจะมีการเคลมที่เร็วและง่ายขึ้น โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ประสานกับสมาคมประกันประกันภัยและประกันชีวิต เพื่อให้ถ่ายรูป แล้วเคลมได้เลย

ประกันรับมือเคลมทะลัก
นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า แนวปฏิบัติการเคลมประกันภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่ถูกน้ำท่วม เป็นตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไปแล้ว ซึ่งเน้นเรื่องการเคลมเร็วและง่าย สามารถถ่ายรูปแจ้งเคลมได้ทันที

สำหรับรถยนต์การเคลมความเสียหายอยู่ เช่น รถยนต์ที่เสียหายจะมีเกณฑ์ 5 ระดับในการจ่าย ทั้งรถยนต์สันดาปภายใน รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ส่วนกรณีบ้านที่อยู่อาศัยที่มีความคุ้มครอง เรื่องภัยธรรมชาติ หรือน้ำท่วม จะจ่ายไม่ยาก เนื่องจากจะมีวงเงิน Sublimit อยู่แล้ว ประมาณ 20,000-30,000 บาท สามารถจ่ายได้ทันที

“แนวทางคือผู้เอาประกันที่มีความเสียหาย ก็ถ่ายรูปแล้วส่งไปให้บริษัทประกัน ซึ่งเขาจะพิจารณาว่า ควรส่งคนออกมาดูอีกทีหรือไม่ เป็นกระบวนการของบริษัท หากรูปที่ถ่ายส่งไปมีความชัดเจน ทางเซอร์เวเยอร์ก็ไม่ต้องอะไรมาก แต่กรณีเป็นประกันชั้น 1 บริษัทประกันก็ต้องลากรถมาประเมิน มาซ่อมอยู่แล้ว โดยหากน้ำท่วมทั้งคันก็จะเป็น TotalLoss ที่ต้องจ่ายคืนทุนประกัน ส่วนที่อยู่อาศัยก็ถ่ายรูป แจ้งว่าบ้านอยู่ตรงไหน เลขที่เท่าไหร่ส่งไป”

รับมือภัยพิบัติรุนแรง-บ่อยขึ้น
สำหรับแผนรองรับภัยพิบัติในอนาคต รองเลขาธิการ คปภ.กล่าวว่า ในส่วนของการกำกับดูแล มีการศึกษาเตรียมรับมือแนวโน้มภาวะโลกร้อนที่เกิดภัยพิบัติรุนแรงมากขึ้น ถี่มากขึ้น โดยต้องกำกับดูแลให้บริษัทประกันภัยมีเงินกองทุนอย่างเพียงพอในการรองรับ

ทั้งนี้ ประกันภัยทรัพย์สิน ส่วนใหญ่จะส่งประกันภัยต่อ (รีอินชัวรันซ์) ไปต่างประเทศ แต่ประกันรถยนต์ บริษัทประกันจะรับความเสี่ยงไว้เอง หรือรีภายในประเทศเป็นหลัก

“แต่ที่ห่วงก็คือ จุดที่ท่วมซ้ำซาก แล้วเกินจากไกด์ไลน์ที่บริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบได้ ก็อาจจะเกิดช่องว่างที่ทำให้ประชาชนบริหารความเสี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ดี ที่ว่าท่วมซ้ำซากก็ต้องดูเฉพาะจุดไป ไม่ใช่ทั้งจังหวัด หรือทั้งอำเภอ ซึ่งบริษัทประกันก็ต้องระวัง เพราะถ้าทางประกันภัยต่อไม่รับ แล้วบริษัทประกันรับไว้เอง จะต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี”

เคลมหาดใหญ่พุ่งหมื่นล้าน
นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีความเสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ จากการหารือกับผู้ประกอบการประกันภัยด้วยกัน ประเมินเบื้องต้นคาดว่ามีสินไหมที่ต้องจ่ายในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ เสียหายมาก เพราะปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีรถยนต์จมน้ำจำนวนมาก และร้านค้าส่วนใหญ่ยกของกันไม่ทัน รวมทั้งศูนย์กระจายสินค้า แต่ไม่มีโรงงานขนาดใหญ่ถูกน้ำท่วม

สำหรับตัวเลขสินไหมที่ต้องจ่าย 10,000 ล้านบาท หากเทียบกับตัวเลขสินไหมของประเทศถือว่าไม่มาก และหากเทียบปี 2554 ที่น้ำท่วมทั่วประเทศสินไหมสูงระดับหลายหมื่นถึงแสนล้านบาท

“ปกติประกันน้ำท่วมจะรวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย เช่น อาคารพาณิชย์ ความคุ้มครองหลักคืออัคคีภัย และความคุ้มครองเสริมคือน้ำท่วม รวมพายุ ซึ่งความคุ้มครองเสริมจะรับเท่าไหร่ก็ได้ สมมุติวงเงินประกันอัคคีภัยทั้งตึก สต๊อกสินค้าในร้านทั้งหมดมูลค่า 20 ล้านบาท เราก็รับทุนประกัน 20 ล้าน แต่ขณะเดียวกัน ส่วนเพิ่มที่จะเป็นประกันภัยน้ำท่วม อาจจะเหลือแค่ 500,000 บาท ซึ่งก็แล้วแต่บริษัท และหากพื้นที่เสี่ยงสูง ประกันก็อาจปฏิเสธไม่คุ้มครองน้ำท่วมก็ได้”

ทั้งนี้ ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ธุรกิจประกันมีการกำหนดทุนประกันเฉพาะส่วนคุ้มครองน้ำท่วม 30-40% ของทุนประกันทั้งหมด เช่น โรงงานมูลค่า 1,000 ล้านบาท คุ้มครองน้ำท่วม 300 ล้านบาท หรือ 30% ของทุนประกัน ซึ่งเพียงพอเพราะไม่ได้เสียหายทั้งหมด เครื่องจักรบางอย่างนำกลับมาปรับปรุงได้

จ่อปรับขึ้นเบี้ยน้ำท่วม 20%
นายจีรพันธ์เปิดเผยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้คาดว่า บริษัทประกันภัยต่อ จะมีการปรับเบี้ยประกันภัย ในส่วนภัยน้ำท่วมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนเฉลี่ยประมาณ 20% ของทุนประกัน และในพื้นที่โซนสีแดงที่น้ำท่วมสูงมากในครั้งนี้ คาดว่าการปรับขึ้นเบี้ยประกันจะสูงกว่า 20% ซึ่งบางบริษัทอาจจะเลี่ยงการรับประกัน แต่ขณะเดียวกันต้องเข้าใจว่าธุรกิจประกันภัย เป็นตลาดแข่งขันเสรี ดังนั้นก็อาจจะมีบริษัทอื่นมารับ โดยเก็บเบี้ยแพงขึ้น ซึ่งเป็นธรรมดา

เช่นเดียวกับตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวตึก สตง.ถล่ม บริษัทประกันภัยต่อเสนอปรับเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น แต่เมื่อหลายปีผ่านไปแล้วไม่เกิดเหตุซ้ำ เบี้ยประกันก็จะปรับลดลงมาเหมือนตอนน้ำท่วมปี 2554 บริษัทประกันภัยมีการปรับขึ้นเบี้ยประกันน้ำท่วมกันมโหฬาร จนรัฐบาลต้องตั้งกองทุนภัยพิบัติขึ้นมา พอปี 2556-2557 กระทั่งเบี้ยประกันภัยก็ถูกปรับลงมาสู่ระดับปกติ กองทุนภัยพิบัติก็ถูกยกเลิกไป

อย่างไรก็ดี ความคุ้มครองที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันน้ำท่วมที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการความเสี่ยงระดับหนึ่ง โดยอาจจะนำเงินส่วนหนึ่งไปทำเรื่องการป้องกันภัยเอง เช่น สร้างเขื่อนหรือกำแพงขึ้นมาตรงจุดที่วางสต๊อกสินค้า หรือทำชั้นยกสินค้าสูงขึ้น โดยหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทุกคนทำแผนป้องกันน้ำท่วมกันพอสมควร อาจเป็นธรรมดาที่เราประมาทไปบางช่วง ไม่นึกว่าน้ำท่วมจะมีความรุนแรงขนาดนี้ ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่แค่เกิดในประเทศไทย แต่ภัยพิบัติเกิดกับทุกที่ในโลก

ท่วมรถมิดคัน-ประกันคืนทุน
ขณะที่นางสาวกัลยา จุกหอม รองผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า เกณฑ์การจ่ายเคลมไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากความเสียหายชัดเจน สำหรับการเคลมรถยนต์รอบนี้คาดจะทำเคลมง่าย เพราะหากจมมิดคันก็น่าจะเป็น Total Loss โดยเกณฑ์การจ่ายเคลมถ้าเป็นรถสันดาปท่วมถึงคอนโซลรถก็เป็น Total Loss ต้องจ่ายคืนตามทุนประกัน ขณะที่รถไฮบริดหากน้ำท่วมแบตเตอรี่ก็จะบวกค่าแบตเตอรี่อีก 100,000 บาท กรณีรถอีวี หากน้ำท่วมถึงแบตเตอรี่ซึ่งมีมูลค่าสูงเกิน 70% ของราคารถ ก็ต้องจ่าย Total Loss เช่นเดียวกัน

ขณะนี้ยังประเมินความเสียหายทั้งหมดไม่ได้ เพราะรถที่ถูกน้ำท่วมไม่ได้มีแค่รถในพื้นที่ แต่มีรถคนข้างนอกที่เข้ามาในพื้นที่ด้วย คนไปเที่ยว ไปประชุมสัมมนา ตามโรงแรมต่าง ๆ มีรถที่อยู่ชั้นใต้ดินจำนวนมาก ยังไม่สามารถประเมินได้ สำหรับทรัพย์สินอื่นอย่างที่อยู่อาศัย ทุนประกันน้ำท่วม 20,000 บาท บริษัทประกันก็คงจ่ายให้เต็มจำนวน เพราะความเสียหายน่าจะเกินกว่านั้น

ทบทวนขึ้นเบี้ยประกัน
นางสาวกัลยากล่าวว่า น้ำท่วมรอบนี้โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ผลกระทบค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชนหนาแน่น ขณะที่ต้องยอมรับว่าปีนี้ ธุรกิจประกันภัยต้องเผชิญกับหลาย ๆ เหตุการณ์ น้ำท่วมหลายภูมิภาค ตึกถล่ม ดินถล่ม ซึ่งบริษัทประกันภัยก็อาจจะต้องพิจารณาความสามารถในการรับประกันภัยของตนเองในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยอาจจะต้องกระจายการรับประกันไปยังพื้นที่เสี่ยงน้อยกว่ามากขึ้น

“บริษัทประกันก็คงจะมีการทบทวนเบี้ยประกัน สำหรับประกันภัยทรัพย์สิน บ้านเรือนต่าง ๆ เนื่องจากจะส่งประกันภัยต่อ ซึ่งต้องดูเบี้ยประกันภัยต่อด้วย ซึ่งถ้ามีการปรับขึ้นก็กระทบแน่นอน ก็ทำให้มีโอกาสที่จะปรับขึ้นเบี้ย เพราะปีนี้ประเทศไทยเจอภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ ส่วนรถยนต์ก็ต้องดูว่า ถ้าทำให้ความเสียหายของบริษัทประกันเพิ่มมาก ก็ต้องมีการทบทวนเช่นกัน แต่ตอนนี้ยังต้องรอดูข้อมูลความเสียหายก่อน”

ขณะที่นายคณานุสรณ์ เที่ยงตระกูล ผู้ช่วยเลขาธิการสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ คปภ. กล่าวว่า ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. จนถึง 26 พ.ย. 2568 ยอดเคลมประกันเหตุน้ำท่วมภาคใต้ทะลุ 500 ล้านบาทไปแล้ว ซึ่งรวมทั้งกรณีรถยนต์และที่อยู่อาศัย โดยรถยนต์มีเคลมเข้ามากว่า 3,000 กรมธรรม์แล้ว ส่วนที่อยู่อาศัยก็เคลมเข้ามามากกว่า 1,500 กรมธรรม์แล้ว… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1928678

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *